Book

การอ่านหนังสือเป็นงานอดิเรกผมในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่ซื้อหนังสือเล่มใหม่ๆ และสนุกในการอ่านเรื่อยมา

เกิดเพราะกรรมหรือความซวย

เกิดเพราะกรรมหรือความซวย เป็นผลงานเขียนของ ทันตแพทย์สม สุจีรา ผมอ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนและผมก็เจอหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง ตอนย้ายของออกจากคอนโด

ผมชื่อว่าทุกคนเคยสงสัยครับว่า.. ทำไม ?

เรื่องร้ายๆถึงเกิดขึ้นกับเราอย่างต่อเนื่องทั้งที่จริงๆ แล้วพื้นฐานคนเราต้องพบเจอเรื่องดีๆ กับเรื่องร้ายๆ ปะปนกันไป แต่ชีวิตบางคนไม่เป็นเช่นนั้นและผมเองก็เช่นกัน ผมรู้สึกแบบนี้มาไม่ต่ำกว่า 30 ปี ทั้งที่ในหัวมีแต่คำถามที่ว่า ทั้งที่จริงๆ เราก็พยายามแล้วนะ ?

ผมค้นคว้าหาคำตอบเรื่อยมา การเป็นคนชอบเรียนรู้ ชอบศึกษา บางครั้งก็ไม่ส่งผลดีเสมอไป แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เราหาคำตอบได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเป็นเพราะกรรมหรือความซวย

แนวหนังสือเล่มนี้ ถ้ามีความรู้ทางพุทธศาสนา กับ ความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ จะอ่านและทำความเข้าในได้ดี

ถ้าจะอ่านให้สนุกให้ศึกษาเกี่ยวกับ ความรู้ทางศาสนาตั้งแต่พื้นฐาน กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม จนถึงยอดเจดีย์ซึ่งก็คือ กฎอิทัปปัจจยตา ครับ

ผมสรุปเล็กน้อยจากสิ่งที่ผมได้รับจากหนังสือเล่มนี้

ผมหนีพ้นกรรมเก่า ตั้งแต่ที่ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะผมเข้าใจว่า กรรมอยู่ในตัวเรา และเจ้ากรรมนายเวรก็คือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ผมจะเลือกกรรมของตัวเอง ผมเลือกตอบสนองเจ้ากรรมนายเวรของตัวเอง ในแบบฉบับของตัวเอง

อาจทำความเข้าใจยากนิดๆ นะครับ เช่น คุณเลือกเพื่อนผิดกลุ่ม คุณจะได้ทั้งความสนุกและความทุกข์ หรือ คุณเลือกที่ทำงานผิดที่ คุณจะได้แต่ความทุกข์ และ..ถ้าความรู้สึกภายในใจของคุณตอบสนองก็เท่ากับว่า คุณปล่อยให้เจ้ากรรมนายเวรเข้ามาทำลายชีวิตคุณ

ในทางกลับกัน ถ้าคุณเลือกเพื่อนผิดกลุ่ม หรือคุณเลือกที่ทำงานผิดที่ แต่ภายในใจคุณไม่ตอบสนอง เช่น เพื่อนคนนี้ชอบนินทา แต่คุณชอบเฮฮา เพื่อนคนนี้ก็จะคุยกับคุณได้แปปเดียว หรือ เพื่อนคนนี้ชอบโทษคุณหรือโทษคนอื่น แต่คุณไม่ชอบโทษใคร ชอบคิดหาทางแก้ เพื่อนคนนี้จะคุยกับคุณได้แปปเดียวเช่นกัน และเขาก็จะไปหากลุ่มที่เหมาะกับเขา และคุณก็จะหากลุ่มที่เหมาะกับคุณ เจ้ากรรมนายเวรจะตอบสนองคุณได้ก็ต่อเมื่อคุณรับเอา Message จากเขาและตอบสนองเขากลับเท่านั้น

iIIustrator CC

iIIustrator CC ผลงานเขียนของ วสันต์ พึ่งพูลผล ถ้าคุณเห็นผลงานที่ผมออกแบบพวกโลโก้ ด้านขวามือไม่ว่าจะเป็น Link ตามรูปภาพที่เป็นงานวาด ผมศึกษาจากหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกครับ ฮาฮ่า

สอนละเอียดยิบ และใช้งานได้จริง ยังไงก็ลองหาอ่านดูครับ

Practical DEVOPS and Cloud Engineering

Practical DEVOPS and Cloud Engineering เป็นหนังสือภาษาไทยเขียนโดย คุณ ดร ณัฐโชติ พรหมฤทธิ์ จะเป็นสายแนวๆ Support Programmer แต่ที่เจ๋งคือเครื่องมือที่ใช้ ผมอ่านแล้วทดลองทำตาม เพลินมากๆ ครับ แนะนำสำหรับ IT แนวใหม่ ๆ ไม่ควรพลาดครับ

เรียนรู้ระบบเน็คเวิร์กจากอุปกรณ์ของ Cisco ภาคปฏิบัติ

เรียนรู้ระบบเน็คเวิร์กจากอุปกรณ์ของ Cisco ภาคปฏิบัติ ผู้แต่ง เอกสิทธิ์ วิริยจารี เป็นหนังสือที่ปูพื้นฐาน Network ผมเลยสมัยนั้น ตั้งใจว่าจะสอบ CCNA แต่ถูกดันมาคุมงานโปรเจคเลยคิดว่าถ้ารู้ด้านเดียวไม่ครอบคลุม เลยหันไปสอบ MCSE แทน

แต่เนื้อหาในหนังสือทำให้เรามีโครงสร้างทางความคิดในการแก้ไขปัญหาทางด้าน Network ได้เป็นอย่างดีครับ แนะนำพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่กำลังเข้ามางานสายนี้ ควรอ่านเป็นอย่างยิ่งครับ

Linux Security

Linux Security เขียนโดย อ บัณฑิต จามรภูติ จริงๆ แล้วผมมีหนังสือคอมพิวเตอร์เยอะมากครับ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อย Update แล้วบางเล่มเก่ามากๆ เลยไม่รู้จะเอาเล่มไหนมาแชร์ให้ดูกัน

เอาเป็นว่าผมเอาเล่มที่เป็นครู ผมในสายงาน Linux เล่มนี้มาโชว์แล้วกันครั้งทุกวันนี้ก็ยังใช้ใน Droplet ในบางกลุ่มลูกค้าเป็นหนังสือที่คุ้มค่ามากๆ

ถึงแม้ว่า ณ ปัจจุบันเนื้อหาจะ Update ไปมากแล้วก็ตามแต่เนื้อหาที่เป็นหลักๆ ก็ยังคงอยู่ เอาเป็นว่าถ้าใครอยากรู้จัก Linux ก็แนะนำครับ

คิดเหนือคนของคนอัจฉริยะ

คิดเหนือคนของคนอัจฉริยะของ ศ. ศิลาแลง ใครที่เป็นนักอ่านยุคเก่าหน่อยคงเคยได้ยินชื่อนี้ ผมเรียกหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นสมบัติของผมได้เลยในระหว่างที่ตัวเองมีชีวิตเพราะเป็นหนังสือที่ผมอ่านไม่ต่ำกว่า 10 รอบ

เนื้อหาในเล่มเป็นการรวบรวมแนวคิดของคนอัจฉริยะ มากมายในโลกตะวันออก ดังคำกล่าวที่ว่า “โลกตะวันตกมีเทคโนโลยี โลกตะวันออกมีจิตวิญญาณ”

อ่านสนุกมากๆ ครับแนะนำเลย ผมยกกลอนเป็นน้ำจิ้มให้นิดหน่อย ถ้าใครทันยุคโต้วาทีสมัยก่อน

“เมื่อคราวดีมีทรัพย์คนนับถือ ครั้นสิ้นชื่อเขาก็ต่างจะห่างเห

ชั้นเพื่อนฝูงชอบพอกลับงอแง ลูกเมียแปรเป็นอื่นตื่นตะโกรง

เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง เมื่อมัวหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา

เมื่อไม่มีหมดมิตรไม่มองมา เมื่อมอดม้อยหมูหมาไม่มามอง “

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีกิจกรรมยามว่างเป็นนักอ่านหนังสือแนวๆ คล้ายกันๆ แลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้ที่ Line ID : mosokim ครับ

The Secret

The Secret ของ รอนด้า เบิรน์ ซึ่งผมอ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อ 10 กว่าปีก่อนสมัยผมเริ่มทำงานใหม่ๆ ช่วงนั้นผมก็เละเทะตามภาษาวัยรุ่นที่ไม่ค่อยเข้าใจและไม่รู้จะนำมาปรับใช้อย่างไร เมื่อวันเวลาผ่านมา 10 กว่าปี

ผมพึ่งเข้าใจความลับของจักรวาลข้อนี้ “ผู้เหมือนดึงดูดผู้เหมือน” คนที่เหมือนกันจะดึงดูดเข้าหากัน นี่คือเหตุผลที่ผมใช้เว็บตัวเองในการค้นหา

และอีกเหตุผล ผมเป็นคน GenY ซึ่งผมจะทันหนังสือยุคเก่าและยุคใหม่ๆ ผสมกัน ทำให้ผมมีความหลากหลายทางศิลปะที่ผสมทางความคิดระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่ แต่วันก่อนลองหยิบหนังสือที่เขียนโดยคนเกาหลีชื่อ “พกจูฮวัน”

เมื่อหยิบหนังสือเขาอ่านได้ครึ่งชั่วโมง ผมรู้ทันทีว่าแนวคิดสมัยนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เขานำศาสตร์หลายๆ แขนงมาประยุกต์ใส่ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์

และผมรู้ทันทีเช่นกันว่ามีจอมยุทธเกิดใหม่ในโลกนี้เพิ่มขึ้นมากมาย และผมจะใช้ The Secret ที่เป็นกฏของจักรวาลในการดึงดูด ผู้คนที่เหมือนกันเข้าหากัน

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีกิจกรรมยามว่างเป็นนักอ่านหนังสือแนวๆ คล้ายกันๆ แลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้ที่ Line ID : mosokim ครับ

ช้าให้ชนะ

ช้าให้ชนะ หลักคิดจากเทพเจ้าแห่งการบริหารของญี่ปุ่น ของคุณ คาซุโอะ อินาโมริ เขียน เป็นหนังสือแนว How to ที่เต็มไปด้วยพลัง แนวคิดทางด้านบวก แต่ที่ผมชอบที่สุดก็คือเรื่อง ศีลธรรม จริยธรรม ที่แอบแฝงในหนังสือเล่มนี้ ทำให้อ่านได้เพลิดเพลิน พร้อมประดับแนวคิดดีๆ มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันครับ

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีกิจกรรมยามว่างเป็นนักอ่านหนังสือแนวๆ คล้ายกันๆ แลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้ที่ Line ID : mosokim ครับ

5 ทักษะการคิด ฉบับญี่ปุ่น

5 ทักษะการคิด ฉบับญี่ปุ่น ผลงานของ ฮิเดโนริ ชิบาโมโตะ เป็นหนังสือที่ผมอ่านแล้วว้าวได้เลย การผสมผสานแนวคิดญี่ปุ่นเข้ากับ PMP Project Management Professional นั่นทำให้ผมทึ่งเลย ผมอ่านแล้วเพลินมากๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการแก้ปัญหา ขั้นตอนกระบวนการคิด แนะนำช่วงอายุ 27 up พออ่านได้ครับ เพราะช่วงหลังๆ เนื้อหาจะไปแนวโปรเจค Management ค่อนข้างยาก ถ้าไม่เคยสัมผัสเรื่องพวกนี้มาก่อน ก้านสมองก็จะยากที่จะรับรู้บ้างเล็กน้อย แต่ถ้าอยากฉลาดแนะนำๆ ครับ

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีกิจกรรมยามว่างเป็นนักอ่านหนังสือแนวๆ คล้ายกันๆ แลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้ที่ Line ID : mosokim ครับ

อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป

อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป เป็นผลงานของ ซะซะกิ ฟุมิโอะ การเรียนรู้ที่จะทิ้งบางครั้งก็เป็นศิลปะได้เหมือนกัน โดยส่วนตัวผมไม่ใช่คนข้าวของเยอะอยู่แล้ว ยกเว้นหนังสือ ฮาฮ่า พออ่านเล่มนี้ทำให้ผมมีศิลปะมากขึ้น

ผมมีหนังสือที่อ่านแล้วไม่ Click เยอะมาก ขนาดใส่ตู้เก็บหนังสือไม่พอ ผมจึงใช้ตู้เสื้อผ้าแทน และผมก็ทิ้งหนังสือเหล่านั้นไปเรียบร้อย

หลังจากที่ผมทิ้งหนังสือที่ไม่จำเป็น ทำให้ผมมีเวลาอ่านหนังสือที่ผมชอบรอบสอง รอบสาม ทำให้เรากลายเป็น Minimalist มากขึ้น

ผมขยายคำว่า Minimalist เล็กน้อย จริงๆ แล้ว Minimalist คือ Life style หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่แท้จริงของเราเอง โดยปกติรูปแบบการใช้ชีวิตของเราจะถูกโลกภายนอกแทรกแซง เช่น การตลาด การเสนอสินค้า เขาว่าอันนั้นดี เป็นต้น

ทำให้เราซื้อสินค้าไปในทิศทางที่ถูกการตลาด หรือสังคมครอบงำ ไม่ใช่ความต้องการของเราที่แท้จริง ถ้าคุณอยากรู้ว่าสิ่งไหนที่คุณต้องการโดยแท้จริง ทดลองโยนใส่ถังขยะ แล้วคุณจะเข้าใจครับ

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีกิจกรรมยามว่างเป็นนักอ่านหนังสือแนวๆ คล้ายกันๆ แลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้ที่ Line ID : mosokim ครับ